Log in or Sign up
ติดต่อลงโฆษณา
[email protected]
หรือโทร. 081-811-1138 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่
RacingWeb.NET | The Racing Cars Community on Web.
Forums
>
Community Car Clubs
>
Nissan Car Clubs
>
Primera & Presea Club
>
ชนิดของหลอดไฟ
>
Reply to Thread
Name:
Verification:
Please enable JavaScript to continue.
Loading...
Message:
<p>[QUOTE="silver dragon, post: 1027779, member: 11490"]<span style="color: DeepSkyBlue">เทคโนโลยีของไฟหน้าไม่ว่าจะเก่าใหม่ยังไงก็ยังไม่เห็นพ้นโครงสร้างของการรวมกันระหว่าง ตัวกำเนิดแสง (มักจะเป็นหลอดไฟ) กับ ตัวโคมหรือตัวสะท้อนแสงหรือ ตัวขยายแสง อย่างพวกตัวสะท้อนแสงหรือเลนส์นั่นเอง เรามาลองดูเทคโนโลยีของตัวที่ทำหน้าที่สะท้อนแสงกันก่อนเลยดีกว่า </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">โคมไฟ </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">หลักการของโคมไฟ ก็เพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งกำเนิดไฟให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีการง่ายๆ ก็คือ "การสะท้อนแสง" แต่การสะท้อนก็มีหลายแบบหลายวิธี กันไป แต่ที่เป็นที่นิยมกันมากๆ ก็คงหนีไม่พ้น 3 แบบนี้ </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">โคมกระจกหักเหแสง โคมแบบนี้จะใช้ตัวสะท้อนแสงเป็นรูปโคนที่มีพื้นผิวชุบโครเมี่ยมเงาๆ ซึ่งมักจะต้องมีขนาดใหญ่เพื่อให้ได้แสงมากๆ มันใช้กระจก (หรือพลาสติก) ในการหักเหแสงให้ไปในทิศทางที่ออกแบบไว้ ซึ่งตัวมันเองก็ทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันโคนสะท้อนแสงกับหลอดไฟภายในไปด้วย </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">Multi-Reflector หรือที่บ้านเราเรียกว่า "ตาเพชร" ที่มีให้เห็นครั้งแรกในฮอนด้าแอคคอร์ดรุ่นที่ 4 ที่ออกมาช่วงระหว่างปี 2533-2536 มันใช้การออกแบบ ตัวสะท้อนแสงให้สะท้อนพร้อมกับหักเหแสงได้ในเวลาเดียวกัน ส่วนกระจกที่ครอบไฟ ก็ใช้เป็นเพียงแค่ป้องกันตัวโคมกับหลอดเท่านั้น การออกแบบ ลักษณะนี้ ส่งผลให้การออกแบบโคมไฟสมัยใหม่มีข้อจำกัดน้อยลง เนื่องจากไม่ต้องใช้ตัวสะท้อนแสงเป็นรูปโคนใหญ่ๆ แล้ว และที่สำคัญ แสงที่ได้มาก็คมกว่า ชัดกว่า ไกลกว่า และในเวลากลางวัน ตัวโคมเองก็ดูสวยงามเย้ายวนใจอีกต่างหาก </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">Projector หรือ Ellipsoid headlights รูปร่างเหมือนเลนส์กล้องถ่ายรูปกันเลยทีเดียว สำหรับโคมไฟหน้าแบบนี้ ขอเรียกว่าแบบเลนส์เลยละกัน เพราะมันอาศัย เลนส์เพื่อควบคุมแสง โดยเริ่มแรกที่แสงส่องออกมาจากหลอดไฟ มันจะไปสะท้อนกับโคนสะท้อนแสงและสะท้อนออกมารวมกันที่จุดโฟกัส ก่อนผ่านออก ไปที่เลนส์ด้านหน้าสุด และ ณ จุดนี้เอง ที่เราสามารถใส่ตัวควบคุมแสงเอาไว้ได้ด้วย เช่น สามารถกันแสงส่วนนึงออกเพื่อไม่ให้แสงสูงเกินไป เป็นต้น </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">เป็นที่รู้กันดีว่า เมื่อแสงผ่านเลนส์แล้ว แสงจะถูกจัดเรียงตัวได้ดี และสามารถวิ่งไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างเป็นระเบียบ พลังงานแสงที่ส่องออกมาก็ สูญเสียไปในทิศทางอื่นๆ น้อยลง ดังนั้นเมื่อแสงวิ่งผ่านเลนส์ด้านหน้าโคมไฟแล้ว แสงที่ส่องออกมาจะมีความเข้มแสงที่ดีกว่าแสงที่ส่องออกมาจากโคม ทั่วๆ ไป มีวงจำกัดกว่า ส่องไปได้ไกลกว่า ลองสังเกตรถที่ใช้ไฟหน้าเลนส์นั้น แสงที่พุ่งออกมาจะไม่ค่อยสว่างหากไม่ใช่ทิศทางที่มันจะต้องส่องไป ดังนั้นมันก็เลยไม่มาแยงเข้าลูกในตาเรา ไม่ว่ามันจะสว่างมากแค่ไหนก็ตาม (และถ้าเค้าไม่ได้ปรับไฟให้ส่องสูงๆ ด้วย) ไฟแบบนี้มักจะพบในรถยนต์ไฮโซๆ ซะมาก เนื่องจากราคามันแพงอ่ะนะ... </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">หลอดไฟ ต้นกำเนิดของความงาม </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">นับตั้งแต่นายโทมัส อัลวา เอดิสัน เริ่มจดสิทธิบัตรหลอดไฟที่เค้าพัฒนาขึ้นและออกจำหน่ายโดยทั่วไป นับได้กว่า 120 ปีมาแล้ว จนบัดนี้ หลักการก็ยังคงเดิม มันก็คือ "การทำให้ร้อนจนสว่าง แต่ไม่ให้มันไหม้" แค่นั้นจริงๆ การทำให้ร้อนก็คือการเอาไฟฟ้าวิ่งผ่านตัวต้านทานหรือไส้หลอดจน ร้อนและสว่างขึ้น เหมือนจะลุกติดไฟ แต่ไฟมันติดไม่ได้เพราะว่ามันไม่มีออกซิเจนให้เผา แต่ตรงข้าม กลับใช้ก๊าซเฉือยมาอยู่รอบๆ แทน ยิ่งติดลุกไหม้ ติดไฟยากเข้าไปอีก และสิ่งที่บรรจุทุกอย่างเอาไว้ด้วยกันก็คือ กระเปาะกระจกนั่นไงเล่า... กลายเป็นหลอดไฟที่เราเห็นๆ กัน </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">สำหรับหลอดไฟหน้ารถยนต์ที่เราๆ ใช้กันอยู่ ก็เกิดจากหลักการแบบนี้ เพียงแต่ความต้องการแสงมันมีมากกว่า หลอดตามบ้านทั่วๆ ไป การพัฒนาภายใต้ กรอบของการร้อนแต่ไม่ไหม้ก็เลยเป็นการพัฒนาตัวไส้หลอด บวกกับการเลือกใช้ก๊าซบรรจุและสารประกอบอื่นๆ ใส่เข้าไปนั่นเอง และที่มาของชื่อเรียก ประเภทหลอดต่างๆ ก็มาจากตรงนี้ด้วย ส่วนขาหลอดก็จะมีเบอร์ต่างๆ กันไป เช่น H1, H3, H4, H7, HB3 หรือ HB4 เป็นต้น อันนี้แล้วแต่รุ่นและยี่ห้อของรถด้วย </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">หลอดไส้ธรรมดา มักจะใช้ไส้ที่ทำจากทังสเตน และดูดอากาศภายในหลอดออกจนไม่เหลือออกซิเจนเลย หรืออาจบรรจุก๊าซเฉื่อยลงไปด้วยเพื่อไม่ให้เกิด ปฏิกิริยาและเผาไหม้ </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">หลอดฮาโลเจน เป็นหลอดที่ยังคงใช้เทคนิคการร้อนแต่ไม่ไหม้เหมือนเดิม แต่เพิ่มก๊าซจำพวกฮาโลเจนเข้าไปในกระเปาะหลอดด้วย เมื่อไส้หลอดทั้งสเตน ร้อนมากๆ และเริ่มระเหิดออกมา มันจะมาจับตัวกับเจ้าฮาโลเจนพวกนี้แหละ แล้วกลับไปเกาะที่ไส้หลอดทันสเตนเหมือนเดิม ไส้หลอดก็เลยไม่ขาดซักกะที และด้วยเหตุนี้ ไส้หลอดก็เลยสามารถทนความร้อนได้สูงกว่าเก่า ก็เลยสว่างได้มากกว่าเก่า แถมยังมีอายุการใช้งานนานกว่าเดิมอีกต่างหาก </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">แต่ที่ไฮเทคมากว่านั้น หากมีการเคลือบสารที่เรียกว่า ไดโครโออิค ภายในผิวกระเปาะของหลอดฮาโลเจน เมื่อแสงอินฟราเรดที่เราๆ มองกันไม่เห็นอยู่แล้ว พยายามจะกระจายออกมา มันจะถูกสะท้อนกลับไปที่ไส้หลอด ช่วยเพิ่มความร้อนให้กับไส้หลอดอันก่อให้เกิดแสงสว่างที่เพิ่มขึ้นเข้าไปอีก แถมยังทำให้ประหยัดไฟฟ้าได้มากขึ้นด้วย หลอดประเภทนี้จึงถูกเรียกว่า หลอดฮาโลเจน อินฟราเรด </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">หลอด HID มันทำงานแตกต่างจากหลอดไส้ธรรมดาเนื่องจากมันไม่ได้สว่างมาจากไส้หลอดเหมือนหลอดไฟปกติ แต่กลับใช้หลักของการกระโดดของไฟฟ้า จากขั้วหนึ่งไปอีกขั้วหนึ่งลักษณะคล้ายกับในหลอดฟลูออเรสเซนต์แทน ดังนั้นแหล่งกำเนิดแสงก็มาจากไฟฟ้าที่กระโดดผ่านไอโลหะไปยังขั้วหลอดอีก ข้างหนึ่งนั่นเอง </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">ระหว่างทางที่ไฟฟ้ากระโดดออกจากขั้วหนึ่งเพื่อเข้าไปหาอีกขั้วหนึ่ง มันก็จะต้องกระโดดผ่านไอโลหะที่ผสมอยู่กับก๊าซภายในหลอดไป ไอเหล่านั้นก็ได้แก่ เมอร์คิวรี่ เมเทิลฮาไลด์ หรือ โซเดียม ซึ่งเป็นผลให้ไอโลหะเหล่านั้นร้อนและปล่อยแสงจะนวนมากออกมานั่นเอง แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า ไอโลหะที่กล่าวมาเหล่านั้น กว่ามันจะส่องแสงนั้นมันใช้เวลานานเกินไป ลองนึกถึงไฟส่องถนนที่เพิ่งเปิด กว่าจะสว่างมันก็ใช้เวลาพอสมควรอยู่... ไม่ทันการสำหรับรถยนต์เป็นแน่ ดังนั้นในรถยนต์ ไอโลหะที่ว่าจึงต้องเปลี่ยนมาใช้ "ซีนอน" แทนนั้นเอง มันสว่างทันใจกว่าเยอะ... ดังนั้นหลอด HID สำหรับรถยนต์จึงมักจะให้ความหมายเป็น หลอดที่ใช้ซีนอน เป็นส่วนใหญ่ </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">การที่ไฟฟ้าจะกระโดดได้นั้น มันต้องมีการแปลงความต่างศักดิ์ของไฟฟ้าหรือแปลงโวลท์ ให้สูงมาก อุปกรณ์ที่จะต้องใช้คู่กับหลอดประเภทนี้ก็คือ อุปกรณ์แปลงโวลท์ให้สูงขึ้นที่เรียกว่า บัลลาสท์ซึ่งมักจะรวมตัวสตาร์ทเตอร์หรือตัวเริ่มกระแสเข้าไปด้วย เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแค่หลอดฮาโลเจนธรรมดา ให้เป็นซีนอนได้ทันที ต้องติดตั้งบัลลาสท์ด้วย แต่ไม่ต้องห่วง... หลอดซีนอนนั้นนอกจากจะให้ความสว่างกว่าหลอดปกติถึง 300% แล้ว มันยังกินไฟน้อยกว่าด้วย มันใช้ไฟแค่ 35 วัตต์ เท่านั้นในขณะที่หลอดไส้ธรรมดาใช้ไฟประมาณ 55-65 วัตต์ แถมมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าอีก 7 เท่า สำหรับเรื่องแสงและสีก็ลอง เทียบดูจากตารางละกัน </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"> หลอดฮาโลเจน หลอด HID </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">ความสว่าง Lumen(lm) 1,550lm 3,200lm (ที่ 4,200k) </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"> 2,500lm (ที่ 6,000k) </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"> 1,850lm (ที่ 9,000k) </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">สีของแสง Kelvin (k) 3,200k 4,200k / 6,000k / 9,000k </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">จากตารางข้างบน น่าสังเกตุว่า หากหลอดส่งแสงออกมายิ่งเป็นสีฟ้าแล้ว (สีระหว่าง 6,000-9,000K) ความสว่างหรือ Lumen จะยิ่งลดลง เนื่องจากความถี่ของ แสงสีฟ้าจะทะลุอากาศได้ไม่ดีเท่าแสงสีขาว และสีขาวทะลุได้ไม่ดีเท่าสีเหลือง ดังนั้นหากใครคิดจะเอาหลอดฮาโลเจนที่เคลือบสีฟ้าที่หลอดเพื่อให้แสงมีสีเหมือน หลอดซีนอน มาใส่ก็คิดกันดีๆ เพราะความสว่างมันจะลดลงกว่าหลอดฮาโลเจนสีเหลืองมาตรฐานซะอีกนะ... เสียกะตังค์แล้วยังเสี่ยงขึ้นอีกต่างหาก </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"> </span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"><br /></span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue">เรื่องหน้าตาของหลอด HID แบบมาตรฐานจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ D1 กับ D2 โดย D1 จะมีสตารท์เตอร์ติดอยู่ที่ขั้วหลอดด้วย ส่วน D2 จะเป็นหลอดเดี่ยวๆ เลย ส่วนตัวอักษร R หมายถึงการใช้กับโคมสะท้อน หรือพวกตาเพชร ส่วนอักษร S หมายถึงหลอดที่ใช้กับโคมแบบเลนส์โปรเจคเตอร์ และนั่นก็แปลว่า ลักษณะของแสงที่ได้จากหลอดแบบซีนอนจะมีความแตกต่างจากหลอดไส้ปกติ เนื่องจากมันไม่ได้ส่องออกมาทุกทิศทุกทางเหมือนในหลอดไส้ปกตินั่นเอง หลอดซีนอนจึงควรถูกติดตั้งกับโคมสะท้อนที่ออกแบบมาเพื่อใช้ร่วมกันจึงจะสามารถใช้งานได้อย่างดี แสงสามารถส่องออกมาอย่างถูกทิศถูกทาง... สมบูรณ์ เห็นชัดไร้ที่ติและที่สำคัญ... มันจะได้ไม่ไปแยงตาคนอื่นเค้า...</span></p><p><span style="color: DeepSkyBlue"></span>[/QUOTE]</p><p><br /></p>
[QUOTE="silver dragon, post: 1027779, member: 11490"][COLOR="DeepSkyBlue"]เทคโนโลยีของไฟหน้าไม่ว่าจะเก่าใหม่ยังไงก็ยังไม่เห็นพ้นโครงสร้างของการรวมกันระหว่าง ตัวกำเนิดแสง (มักจะเป็นหลอดไฟ) กับ ตัวโคมหรือตัวสะท้อนแสงหรือ ตัวขยายแสง อย่างพวกตัวสะท้อนแสงหรือเลนส์นั่นเอง เรามาลองดูเทคโนโลยีของตัวที่ทำหน้าที่สะท้อนแสงกันก่อนเลยดีกว่า โคมไฟ หลักการของโคมไฟ ก็เพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งกำเนิดไฟให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีการง่ายๆ ก็คือ "การสะท้อนแสง" แต่การสะท้อนก็มีหลายแบบหลายวิธี กันไป แต่ที่เป็นที่นิยมกันมากๆ ก็คงหนีไม่พ้น 3 แบบนี้ โคมกระจกหักเหแสง โคมแบบนี้จะใช้ตัวสะท้อนแสงเป็นรูปโคนที่มีพื้นผิวชุบโครเมี่ยมเงาๆ ซึ่งมักจะต้องมีขนาดใหญ่เพื่อให้ได้แสงมากๆ มันใช้กระจก (หรือพลาสติก) ในการหักเหแสงให้ไปในทิศทางที่ออกแบบไว้ ซึ่งตัวมันเองก็ทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันโคนสะท้อนแสงกับหลอดไฟภายในไปด้วย Multi-Reflector หรือที่บ้านเราเรียกว่า "ตาเพชร" ที่มีให้เห็นครั้งแรกในฮอนด้าแอคคอร์ดรุ่นที่ 4 ที่ออกมาช่วงระหว่างปี 2533-2536 มันใช้การออกแบบ ตัวสะท้อนแสงให้สะท้อนพร้อมกับหักเหแสงได้ในเวลาเดียวกัน ส่วนกระจกที่ครอบไฟ ก็ใช้เป็นเพียงแค่ป้องกันตัวโคมกับหลอดเท่านั้น การออกแบบ ลักษณะนี้ ส่งผลให้การออกแบบโคมไฟสมัยใหม่มีข้อจำกัดน้อยลง เนื่องจากไม่ต้องใช้ตัวสะท้อนแสงเป็นรูปโคนใหญ่ๆ แล้ว และที่สำคัญ แสงที่ได้มาก็คมกว่า ชัดกว่า ไกลกว่า และในเวลากลางวัน ตัวโคมเองก็ดูสวยงามเย้ายวนใจอีกต่างหาก Projector หรือ Ellipsoid headlights รูปร่างเหมือนเลนส์กล้องถ่ายรูปกันเลยทีเดียว สำหรับโคมไฟหน้าแบบนี้ ขอเรียกว่าแบบเลนส์เลยละกัน เพราะมันอาศัย เลนส์เพื่อควบคุมแสง โดยเริ่มแรกที่แสงส่องออกมาจากหลอดไฟ มันจะไปสะท้อนกับโคนสะท้อนแสงและสะท้อนออกมารวมกันที่จุดโฟกัส ก่อนผ่านออก ไปที่เลนส์ด้านหน้าสุด และ ณ จุดนี้เอง ที่เราสามารถใส่ตัวควบคุมแสงเอาไว้ได้ด้วย เช่น สามารถกันแสงส่วนนึงออกเพื่อไม่ให้แสงสูงเกินไป เป็นต้น เป็นที่รู้กันดีว่า เมื่อแสงผ่านเลนส์แล้ว แสงจะถูกจัดเรียงตัวได้ดี และสามารถวิ่งไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างเป็นระเบียบ พลังงานแสงที่ส่องออกมาก็ สูญเสียไปในทิศทางอื่นๆ น้อยลง ดังนั้นเมื่อแสงวิ่งผ่านเลนส์ด้านหน้าโคมไฟแล้ว แสงที่ส่องออกมาจะมีความเข้มแสงที่ดีกว่าแสงที่ส่องออกมาจากโคม ทั่วๆ ไป มีวงจำกัดกว่า ส่องไปได้ไกลกว่า ลองสังเกตรถที่ใช้ไฟหน้าเลนส์นั้น แสงที่พุ่งออกมาจะไม่ค่อยสว่างหากไม่ใช่ทิศทางที่มันจะต้องส่องไป ดังนั้นมันก็เลยไม่มาแยงเข้าลูกในตาเรา ไม่ว่ามันจะสว่างมากแค่ไหนก็ตาม (และถ้าเค้าไม่ได้ปรับไฟให้ส่องสูงๆ ด้วย) ไฟแบบนี้มักจะพบในรถยนต์ไฮโซๆ ซะมาก เนื่องจากราคามันแพงอ่ะนะ... หลอดไฟ ต้นกำเนิดของความงาม นับตั้งแต่นายโทมัส อัลวา เอดิสัน เริ่มจดสิทธิบัตรหลอดไฟที่เค้าพัฒนาขึ้นและออกจำหน่ายโดยทั่วไป นับได้กว่า 120 ปีมาแล้ว จนบัดนี้ หลักการก็ยังคงเดิม มันก็คือ "การทำให้ร้อนจนสว่าง แต่ไม่ให้มันไหม้" แค่นั้นจริงๆ การทำให้ร้อนก็คือการเอาไฟฟ้าวิ่งผ่านตัวต้านทานหรือไส้หลอดจน ร้อนและสว่างขึ้น เหมือนจะลุกติดไฟ แต่ไฟมันติดไม่ได้เพราะว่ามันไม่มีออกซิเจนให้เผา แต่ตรงข้าม กลับใช้ก๊าซเฉือยมาอยู่รอบๆ แทน ยิ่งติดลุกไหม้ ติดไฟยากเข้าไปอีก และสิ่งที่บรรจุทุกอย่างเอาไว้ด้วยกันก็คือ กระเปาะกระจกนั่นไงเล่า... กลายเป็นหลอดไฟที่เราเห็นๆ กัน สำหรับหลอดไฟหน้ารถยนต์ที่เราๆ ใช้กันอยู่ ก็เกิดจากหลักการแบบนี้ เพียงแต่ความต้องการแสงมันมีมากกว่า หลอดตามบ้านทั่วๆ ไป การพัฒนาภายใต้ กรอบของการร้อนแต่ไม่ไหม้ก็เลยเป็นการพัฒนาตัวไส้หลอด บวกกับการเลือกใช้ก๊าซบรรจุและสารประกอบอื่นๆ ใส่เข้าไปนั่นเอง และที่มาของชื่อเรียก ประเภทหลอดต่างๆ ก็มาจากตรงนี้ด้วย ส่วนขาหลอดก็จะมีเบอร์ต่างๆ กันไป เช่น H1, H3, H4, H7, HB3 หรือ HB4 เป็นต้น อันนี้แล้วแต่รุ่นและยี่ห้อของรถด้วย หลอดไส้ธรรมดา มักจะใช้ไส้ที่ทำจากทังสเตน และดูดอากาศภายในหลอดออกจนไม่เหลือออกซิเจนเลย หรืออาจบรรจุก๊าซเฉื่อยลงไปด้วยเพื่อไม่ให้เกิด ปฏิกิริยาและเผาไหม้ หลอดฮาโลเจน เป็นหลอดที่ยังคงใช้เทคนิคการร้อนแต่ไม่ไหม้เหมือนเดิม แต่เพิ่มก๊าซจำพวกฮาโลเจนเข้าไปในกระเปาะหลอดด้วย เมื่อไส้หลอดทั้งสเตน ร้อนมากๆ และเริ่มระเหิดออกมา มันจะมาจับตัวกับเจ้าฮาโลเจนพวกนี้แหละ แล้วกลับไปเกาะที่ไส้หลอดทันสเตนเหมือนเดิม ไส้หลอดก็เลยไม่ขาดซักกะที และด้วยเหตุนี้ ไส้หลอดก็เลยสามารถทนความร้อนได้สูงกว่าเก่า ก็เลยสว่างได้มากกว่าเก่า แถมยังมีอายุการใช้งานนานกว่าเดิมอีกต่างหาก แต่ที่ไฮเทคมากว่านั้น หากมีการเคลือบสารที่เรียกว่า ไดโครโออิค ภายในผิวกระเปาะของหลอดฮาโลเจน เมื่อแสงอินฟราเรดที่เราๆ มองกันไม่เห็นอยู่แล้ว พยายามจะกระจายออกมา มันจะถูกสะท้อนกลับไปที่ไส้หลอด ช่วยเพิ่มความร้อนให้กับไส้หลอดอันก่อให้เกิดแสงสว่างที่เพิ่มขึ้นเข้าไปอีก แถมยังทำให้ประหยัดไฟฟ้าได้มากขึ้นด้วย หลอดประเภทนี้จึงถูกเรียกว่า หลอดฮาโลเจน อินฟราเรด หลอด HID มันทำงานแตกต่างจากหลอดไส้ธรรมดาเนื่องจากมันไม่ได้สว่างมาจากไส้หลอดเหมือนหลอดไฟปกติ แต่กลับใช้หลักของการกระโดดของไฟฟ้า จากขั้วหนึ่งไปอีกขั้วหนึ่งลักษณะคล้ายกับในหลอดฟลูออเรสเซนต์แทน ดังนั้นแหล่งกำเนิดแสงก็มาจากไฟฟ้าที่กระโดดผ่านไอโลหะไปยังขั้วหลอดอีก ข้างหนึ่งนั่นเอง ระหว่างทางที่ไฟฟ้ากระโดดออกจากขั้วหนึ่งเพื่อเข้าไปหาอีกขั้วหนึ่ง มันก็จะต้องกระโดดผ่านไอโลหะที่ผสมอยู่กับก๊าซภายในหลอดไป ไอเหล่านั้นก็ได้แก่ เมอร์คิวรี่ เมเทิลฮาไลด์ หรือ โซเดียม ซึ่งเป็นผลให้ไอโลหะเหล่านั้นร้อนและปล่อยแสงจะนวนมากออกมานั่นเอง แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า ไอโลหะที่กล่าวมาเหล่านั้น กว่ามันจะส่องแสงนั้นมันใช้เวลานานเกินไป ลองนึกถึงไฟส่องถนนที่เพิ่งเปิด กว่าจะสว่างมันก็ใช้เวลาพอสมควรอยู่... ไม่ทันการสำหรับรถยนต์เป็นแน่ ดังนั้นในรถยนต์ ไอโลหะที่ว่าจึงต้องเปลี่ยนมาใช้ "ซีนอน" แทนนั้นเอง มันสว่างทันใจกว่าเยอะ... ดังนั้นหลอด HID สำหรับรถยนต์จึงมักจะให้ความหมายเป็น หลอดที่ใช้ซีนอน เป็นส่วนใหญ่ การที่ไฟฟ้าจะกระโดดได้นั้น มันต้องมีการแปลงความต่างศักดิ์ของไฟฟ้าหรือแปลงโวลท์ ให้สูงมาก อุปกรณ์ที่จะต้องใช้คู่กับหลอดประเภทนี้ก็คือ อุปกรณ์แปลงโวลท์ให้สูงขึ้นที่เรียกว่า บัลลาสท์ซึ่งมักจะรวมตัวสตาร์ทเตอร์หรือตัวเริ่มกระแสเข้าไปด้วย เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแค่หลอดฮาโลเจนธรรมดา ให้เป็นซีนอนได้ทันที ต้องติดตั้งบัลลาสท์ด้วย แต่ไม่ต้องห่วง... หลอดซีนอนนั้นนอกจากจะให้ความสว่างกว่าหลอดปกติถึง 300% แล้ว มันยังกินไฟน้อยกว่าด้วย มันใช้ไฟแค่ 35 วัตต์ เท่านั้นในขณะที่หลอดไส้ธรรมดาใช้ไฟประมาณ 55-65 วัตต์ แถมมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าอีก 7 เท่า สำหรับเรื่องแสงและสีก็ลอง เทียบดูจากตารางละกัน หลอดฮาโลเจน หลอด HID ความสว่าง Lumen(lm) 1,550lm 3,200lm (ที่ 4,200k) 2,500lm (ที่ 6,000k) 1,850lm (ที่ 9,000k) สีของแสง Kelvin (k) 3,200k 4,200k / 6,000k / 9,000k จากตารางข้างบน น่าสังเกตุว่า หากหลอดส่งแสงออกมายิ่งเป็นสีฟ้าแล้ว (สีระหว่าง 6,000-9,000K) ความสว่างหรือ Lumen จะยิ่งลดลง เนื่องจากความถี่ของ แสงสีฟ้าจะทะลุอากาศได้ไม่ดีเท่าแสงสีขาว และสีขาวทะลุได้ไม่ดีเท่าสีเหลือง ดังนั้นหากใครคิดจะเอาหลอดฮาโลเจนที่เคลือบสีฟ้าที่หลอดเพื่อให้แสงมีสีเหมือน หลอดซีนอน มาใส่ก็คิดกันดีๆ เพราะความสว่างมันจะลดลงกว่าหลอดฮาโลเจนสีเหลืองมาตรฐานซะอีกนะ... เสียกะตังค์แล้วยังเสี่ยงขึ้นอีกต่างหาก เรื่องหน้าตาของหลอด HID แบบมาตรฐานจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ D1 กับ D2 โดย D1 จะมีสตารท์เตอร์ติดอยู่ที่ขั้วหลอดด้วย ส่วน D2 จะเป็นหลอดเดี่ยวๆ เลย ส่วนตัวอักษร R หมายถึงการใช้กับโคมสะท้อน หรือพวกตาเพชร ส่วนอักษร S หมายถึงหลอดที่ใช้กับโคมแบบเลนส์โปรเจคเตอร์ และนั่นก็แปลว่า ลักษณะของแสงที่ได้จากหลอดแบบซีนอนจะมีความแตกต่างจากหลอดไส้ปกติ เนื่องจากมันไม่ได้ส่องออกมาทุกทิศทุกทางเหมือนในหลอดไส้ปกตินั่นเอง หลอดซีนอนจึงควรถูกติดตั้งกับโคมสะท้อนที่ออกแบบมาเพื่อใช้ร่วมกันจึงจะสามารถใช้งานได้อย่างดี แสงสามารถส่องออกมาอย่างถูกทิศถูกทาง... สมบูรณ์ เห็นชัดไร้ที่ติและที่สำคัญ... มันจะได้ไม่ไปแยงตาคนอื่นเค้า... [/COLOR][/QUOTE]
Log in with Facebook
Log in with Twitter
Log in with Google
Your name or email address:
Do you already have an account?
No, create an account now.
Yes, my password is:
Forgot your password?
Stay logged in
RacingWeb.NET | The Racing Cars Community on Web.
Forums
>
Community Car Clubs
>
Nissan Car Clubs
>
Primera & Presea Club
>
ชนิดของหลอดไฟ
>
Home
Home
Quick Links
Recent Posts
Recent Activity
Authors
Forums
Forums
Quick Links
Search Forums
Recent Posts
Classifieds
Classifieds
Quick Links
Search Classifieds
Recent Activity
Top Rated Traders
Media
Media
Quick Links
Search Media
New Media
Members
Members
Quick Links
Notable Members
Registered Members
Current Visitors
Recent Activity
New Profile Posts
Menu
Search titles only
Posted by Member:
Separate names with a comma.
Newer Than:
Search this thread only
Search this forum only
Display results as threads
Useful Searches
Recent Posts
More...